ความเดิม : คือผมสงสัย ครับว่าทำไม คนที่ทำงานเกี่ยวกับ HR ในหลายๆบริษัท ถึงไม่ชอบเด็ก CU TU เท่าไร โดยเฉพาะ CU นี่
แทบจะเกลียดเลย โดยให้เหตุผลว่า เด็กพวกนี้ไม่สู้งาน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำงานไม่ได้เรื่อง ซึ่งผมมีเพื่อนหลายๆ คน
จบมาจาก ทั้ง CU และ TU รวมทั้ง คนในครอบครัว ผมด้วย ผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะไม่สู้งานตรงไหน ตรงกันข้าม กับ
สามารถทำงานได้ดี เรียนรู้เร็วด้วย แถมไม่ค่อยเปลี่ยนงาน( ถ้าบริษัทใหญ่สวัสดิการดี )ยกเว้นลาออกไปเรียนต่อ ผม
ว่ามันเป็นที่บริษัทและ ทาง Team HR หรือเปล่า ที่อยากได้คนเก่ง แต่ไม่อยากจ่ายเงินแพง เลยไม่สามารถรั้งคนพวก
นี้ไว้ เเล้วเลย อคติ ว่าเขาไม่สู้งานหรือเปล่า ขอความเห็นเพื่อนๆ ในนี้ด้วยครับ
ผู้ตอบ 8 : เอาเคสที่ผมเคยเจอนะฮะ ป้าผมเคยทำงานอยู่บริษัท Leo Burnet ที่บริษัทไม่รับเด็กราชภัฎเพราะเหตุผลว่า ภาษาอังกฤษห่วย ด้วยพนักงานระดับสูงในบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ ส่วนที่อื่นผมไม่ทราบฮะ
ผู้ตอบ 9 : จริงครับ อันนี้อาจารย์เคยพูดเองหน้าห้องเรียนเลย สาเหตุก็น่าจะมาจากหลายๆอย่าง เช่น
-ส่วนใหญ่ฐานะทางบ้านดี ไม่ค่อยลำบาก พอเจองานลุยๆร้อนๆก็ไม่ค่อยจะอยากทำกันละ
-มีตัวเปรียบเทียบจากเพื่อนร่วมรุ่นหรือพี่ๆ ที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าโรงงานบริษัทใหญ่กว่า
ผู้ตอบ 10 : แล้วแต่คนครับ ของแบบนี้
องค์กรก็ต้องเลือก วัตถุดิบ ดีดี เข้าไปเพื่อพัฒนา เป็น บุคลากรอยู่แล้วครับ
แล้ววัตถุดิบ ดีดี ส่วนมากจะเจอได้ในเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัย ดีดี ในเรื่องของคุณภาพสังคม
คุณภาพชีวิต เอาง่ายๆ ถ้าโยกเด็กเอกชนไปเรียน CU TU โอกาสจบออกมา 4 ปี จะมีกื่ % ครับ
เด็กเอกชน บางคน Toeic จนเรียนจบจนมาทำงานแล้ว บางคนผมแน่ใจว่ายังไม่เคยสอบเลยและไม่รู้ด้วยว่าจะสอบต้องทำยังไง
มันก็วัดคนได้ในระดับ 1 ส่วนที่เหลือก็คือ เป็นแนวทางของ องค์กรเองแล้ว ว่ามีวิธีการ ปลุกปั้นเด็กอย่างไร
ไม่ใช่ว่า มาถึงไม่มีคนสอนงานไม่มีพื่เลื้ยงให้เด็กมันมามั่วๆทำงานให้องค์กรคุณ แบบไม่มีคุณภาพ
เด็กมันก็เบื่อไม่อยากทำดิ๊ครับ ( ปัญหานี้องค์กร ข้ามชาติ หรือ บ.มหาชนเจอยากครับ เข้าเป็น Step ที่ดี
คุณเข้ามา คุณต้องเดิน 1 2 3 .. ยกเว้นเก่ง 1 2 4 5 6 ก็ว่ากันไป
ถ้าเด็กไม่สู้งาน ก็ไม่ผ่านโปรดิ๊ครับ ก็รับคนใหม่
อยากสาขางานที่ผมทำ มันจะมี บริษัทชื่อดัง ที่เปิดสอบประจำทุกปีเพื่อรับพนักงาน
เปิดสอบพอเป็นพืธีแหล่ะมั้งครับ ท้ายที่สุดเด็ก CU TU รับเยอะมาก บางรุ่นรับทุกคน
เด็กที่มันไม่ทำส่วนมากมันได้ที่อื่น ที่ดีกว่า
ถ้าไม่สู้งานคืองานหนัก เงินน้อย ต้องปากกัดตีบถีบ เด็กพวกนี้ไม่ทำหรอกครับ มันเลือกได้
มันก็ไปปากกัด ตีนถีบ แต่จ่ายหนัก สบายๆ ครับ ก็เด็กมันมีทางเลือก
แต่กลับจาก ม.เอกชน ต้องยอมรับว่าเลือกได้น้อยกว่า
คุณเป็นนายจ้าง คุณต้องการเด็กแบบไหน คุณก็เลือกแรงงานให้เหมาะกับงานครับ
ผู้ตอบ 11 : ส่วนเรื่องเกรดของม.รัฐกับเอกชน เท่าที่เคยเจอนะฮะ ผมว่าม.รัฐเขี้ยวกว่า
ม.รัฐอาจารย์เค้าพร้อมที่จะให้ F ได้เสมอและเพิ่มให้โดยไม่จำกัดจำนวน
เคยซวยไม่ลงตอนเพื่อนๆร่วมรุ่นเค้าลงกัน รุ่นนั้น F 3-4คน
พอไปลงกะรุ่นน้อง รุ่นน้องดันไม่ค่อยตั้งใจเรียนกัน อาจารย์เคือง
ออกข้อสอบยากขึ้น ขยับเกณฑ์ตัดFขึ้นอีกหน่อย ผลออกมาโดนไป 20กว่าคน
ล่อไปเกือบครึ่งภาค
อีกอันหนึ่ง อันนี้รุ่นน้องที่อยู่บัญชีเล่าให้ฟัง ว่าเคยไปติวให้เด็กเอกชนอยู่สอง-สามครั้ง
มันก็บอกว่าข้อสอบง่ายกว่าพอควรเลย
ผมไม่เอามาม่านะฮะ ถือว่ามาบอกเล่าให้ฟังละกัน
ผู้ตอบ 12 : ขึ้นอยู่กับโอกาสครับ เด็ก ม ดังๆ มันหางานง่ายกว่า งานดีๆ ก็มีให้เลือกเยอะกว่า
คนเราไม่มีใคร บ้า ทำงานที่ลำบาก เหนื่อย แล้วยังได้เงินเดือนน้อยกว่าหรอกครับ
คนเราสุดท้ายก็ขี้เกียจทั้งนั้นแหละ ลองให้นอนอยู่บ้านเฉยๆ แล้วมีเงินให้ใช้ เดือนละ 100000 แบบไม่มีวันหมด ผมก็ว่าเหลือไม่กี่คนหรอกครับที่ยังไปทำงานเป็นลูกจ้างเค้างกๆ
ผู้ตอบ 13 : ใช่ มีไม่กี่คน อาจจะไม่ถึงเดือนละแสน อย่างน้อยที่ทำงานเรามี
เจ๊แกอยู่ได้สบายๆ แต่แกเลือกที่จะยังทำงาน เหตุมี 2 ข้อ
1. อยากจะมีเงินไว้ shopping บ้าง (แม้ว่าเงินเดือนไม่พอ ก็ขอเอา)
2. อยากแต่งตัวสวยๆ มาทำงาน ถ้าวันๆ อยู่แต่บ้าน มันโทรมเร็ว
ซึ่งเหตุทั้ง 2 ข้อนี้ ผลที่ตามมาคือ เจ๊แกทำงานไม่เต็มที่ พูดตรงๆ คือ ทำงานแบบขอไปที
เสร็จก็ชั่ง ไม่เสร็จก็ชั่ง ใครจะทำไม และเจ๊แกก็ไม่หวังเติบโตหรือก้าวหน้า ขอแค่มีเงินเดือนก็พอ
วันๆ เจ๊แกกด iphone บ้าง, shopping online บ้าง, chat บ้าง
คนที่ดิวงานต่อจากเจ๊แก (มีเราและคนอื่นๆ อีกหลายคน) เอือมระอา
ล่าสุดมีบันทึกแจ้งผลการทำงานล่าช้าไปถึงหัวหน้าของเจ๊ แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำใจ
ผู้ตอบ 14 : จากประสบการณ์ผมนะฮะ เพื่อนกลุ่มที่จบมหาลัยดังแล้วย้ายงานบ่อย เขาตัวเลือกเยอะฮะ โปรไฟล์แบบนี้สัมภาษณ์ที่ไหนก็รับ จะไปเรียนต่อก็ง่าย ถ้าที่ปัจจุบันอยู่แล้วไม่มีความสุข จะทนอยู่ทำไม? เทียบกับเด็กอีกกลุ่มที่จบมาแล้วไม่ค่อยมีทางเลือก ก็จะมีความอดทน หรือที่เรียกกันว่าสู้งานมากกว่าฮะ
แต่ในมุมมองของนายจ้างก็จะมองรวมๆว่าไม่สู้งาน หรือ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ถ้าจะมองอย่างนั้นก็ได้ฮะไม่ผิด แต่ก็จะอยู่ในวังวนอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ที่ดีกว่าคือค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กที่รับมาจึงย้ายงานบ่อย เพราะจุดไหน มีช่องโหว่ภายในองค์กรตรงไหนหรือเปล่า งานตรงกับคน วัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อม หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน? หาเจอแล้วสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าได้ก็แก้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนเกณฑ์ในการคัดพนักงานใหม่ ถ้า HR องค์กรไหนทำได้แบบนี้แล้วล่ะก็ ไปไกลแน่นอนฮะ
ผู้ตอบ 15 : มองตรงข้ามหน่อยมั๊ยฮะ ไม่คิดว่าเป็นที่สถาบันกันบ้างหรอ ที่สอนให้เด็กเป็นแบบนั้น
เรียนแบบสบายๆ กัน แล้วมันจะขยันทำงานกันมั๊ยนั่น
ทำไม ไม่สอนให้ตรงกับเนื้องานจริงๆ ที่ต้องทำงาน ทำไม ไม่สอนให้จบมาแล้วทำงาน
ได้เลย ทั้งๆ ที่ก็มีให้ฝึกงานก็แล้ว แต่ฝึกงานแล้วก็ไปนั่งชงกาแฟ ไปถ่ายเอกสาร ไม่ได้
ทำงานจริงๆ ซะที เปลี่ยนได้แล้ว ค่านิยมแบบนี้อ่ะ ถ้าทำแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปฝึกงานให้
เสียเวลา เสียทรัพยากรชาติหรอก
บางมหาลัย สอนมันร้อยแปดวิชา แต่ทุกวิชา เอามาใช้งานจริงไม่ได้เลย เด็กรู้แต่ทฤษฎี
ไม่เคยได้ลงสนามจริงๆ เลย แล้วจะสอนมันไปทำไม จบมา คนรับเข้าทำงาน ก็ต้องมา
นั่งสอนงานอีก
เด็กบางคนไม่เอาถ่าน ไม่ตั้งใจเรียน เกรดไม่ดี ไม่มีความรู้ ก็ปล่อยให้มันจบออกมา จะ
ให้จบออกมาทำไม ไม่ทราบ ถ้าไม่ตั้งใจเรียน เรียนไม่ดี ทำงานไม่ได้จริง ก็ให้มันออก
ไปไม่ต้องมาเรียน บางมอ ซ้ำร้าย ไม่เรียนก็ได้ แค่จ่ายเงินครบ ก็เรียนจบได้ ก็ยังมี
เห็นบางมอในเมืองไทยทำบ้างแล้ว แต่ก็ถือว่ายังน้อยอยู่ แต่ที่ ตปท หลายยู เขาเปลี่ยน
แนวทางกันหมดแล้ว แน่นอนว่าแนวทางเดิมๆ แบบเมืองไทย ก็ยังมีอยู่ คือเรียนๆๆๆๆๆๆ
อย่างเดียว ยูก็รอรับแค่เงิน สุดท้ายเด็กมาสอบ ก็จบกลับไปสบายๆ แต่ยูที่นี่เขาจะมีคอร์ท
พิเศษ เป็นการโคกับบริษัทดังๆ ต่างๆ ซึ่งถ้าเด็กอยากเรียน คอร์ทนี้ ก็ต้องฝึกฝนตัวเอง
ให้หนัก ต้องผ่านสัมภาษณ์จาก Phd หลายๆ คน จากนั้น ก็สัมภาษณ์กับ บริษัทที่จะรับ
เข้าฝึกทำงานอีก กว่าสิบรอบ แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่เป็นการฝึกงาน แต่เป็นการไปทำงาน
จริงๆ มีโปรเจคจริงๆ ให้ทำ ทำเสร็จแล้วได้เอาเนื้องานไปใช้กันจริงๆ ไม่ต้องไปนั่งชงกาแฟ
แบบเมืองไทย
ผู้ตอบ 16 : เอาประสบการณ์จริงมาเล่าให้ฟังเฉยๆนะ
เพื่อนผมสมัยเรียนมหาลัยรัฐแถวศาลายา เรียนคณะเกี่ยวกับ IT นี่แหละ
อยู่ได้ 2 ปีก็ต้องออก เรียนไม่ไหว ไม่ออกก็โดนรีไทร์ เพราะเกรดต่ำกว่า 2.00
ทีนี้มันก็ไปต่อที่มหาลัยดังแถวรังสิต มันบอกเรียนชิวเลย ตอนจบออกมาเกรด 3.7
อีกเรื่องนึงที่ผมสัมผัสมาด้วยตัวเองคือตอนสมัยเรียน เด็กคณะผมจะชอบด่าคณะตัวเองมาก
ว่าจะให้เรียนวิชาอะไรเยอะแยะ จับฉ่ายไปหมด เรียนแม่งทุกอย่าง เอาง่ายๆเลยตอนปี 1
มีวิชาฟิสิกส์อ่ะ มีทั้ง lecture ทั้ง lab ไหนจะพวก social, account, finance
นี่ยังไม่รวมพวกวิชาคอมที่ปกติมหาลัยอื่นเค้าไม่เอามาเป็นวิชาเรียนกันน่ะ อย่างพวก
AI, storage and data retrieval, assembly เรียนแม่งหมดทุกอย่าง
จนปัจจุบันผมทำงานแล้วถึงได้เข้าใจว่า คณะเค้าต้องการให้ความรู้มาเป็นแค่พื้นฐาน
ซึ่งความรู้พวกนี้ช่วยให้สามารถเรียนรู้การทำงานได้อย่างรวดเร็ว
มหาลัยเค้าไม่ได้สอนให้เด็กจบออกมาทำงานเป็น เค้าให้ความรู้มาเพื่อเอาไว้ใช้ในการทำงานนะ ผมว่า
ผู้ตอบ 17 : มันไม่เชิงว่าไม่สู้งานนะครับ แม่ผมเป็นผู้จัดการธนาคารสาขานึงในกรุงเทพ เค้าก็เล่าให้ผมฟังบ่อย
แล้วก็จะมีเด็กฝึกงาน หรือพนักงานใหม่รับมาจาก CU TU ซะส่วนใหญ่ คืองานของเค้าอ่ะเค้าทำนะ
แต่งานเล็กๆน้อยๆ เช่น xeroxเอกสาร ชงกาแฟ ยกน้ำ อะไรพวกนี้แม่ผมสั่งเค้าไม่ทำ ง่ายๆมี 10 คนจะเป็นแบบนี้ 9 คนได้
คือเหมือน eco สูงมากกว่า ในมุมมองของผู้ใหญ่ก็จะมองเป็นไม่สู้งาน หนักไม่เอา เบาไม่สู้
ส่วนที่ว่าโทษสถาบันได้มั้ยผมก็ไม่รู้ว่ามหาลัยดังๆเค้าสอนกันยังไง เพราะผมก็จบมหาลัยรัฐเล็กๆ
ผมจบคอมบอกได้เต็มปากเลยว่าผมแทบจะไม่ได้ใช้สิ่งที่ผมเรียนมาเลยในตอนทำงาน
ผู้ตอบ 18 : ส่วนใหญ่อีโก้ครับ เพื่อนร่วมงานที่จบ ม.ไม่ดัง โดนมองเหยียดๆ รุ่นพี่สั่งก็ไม่ค่อยเต็มใจทำ ทำหน้าไม่พอใจงุบงิบๆเหมือนกับคิดว่าตัวเองเก่งกว่า
เน้นว่าส่วนใหญ่นะครับ ที่ทำงานดีขยัน สู้งานก็มี แต่น้อยหว่าพวกแรกอยู่ระดับนึง
แต่พวกนี้HRจะมองออกตั้งแต่สัมภาษณ์แล้วครับ ส่วนใหญ่จะไม่รับ นอกจากเส้นใหญ่มาตรง ก็ค่อยไปแก้กันอีกที
แต่อีโก้พวกนี้ผมมองว่ามีประโยชน์นะ ถ้าใช้เค้าเป็น กับพวกนี้ต้องไม่ใช่พระเดช ให้ใช้พระคุณในการใช้งาน พวกนี้จะกล้าทำกล้าชน ถ้าเก่งจริงจะมีประโยชน์มากทีเดียว แค่เวลาทำงานต้องทนเค้าสักหน่อย
ผู้ตอบ 19 : ขอเล่าบ้างอะ
เพื่อนผมจบ ทันต หรืิอ แพทย์ ป.ตรี จาก มช มา
แล้วไปต่อโท ที่ CU ปรากฎว่า เวลามีงานกลุ่ม คนจาก CU ไม่รับคนที่จบจากที่อื่นเเข้ากลุ่มเลยครับ
รับเพราะคนในกลุ่มเท่านั้น เพื่อนผมมันรู้สึกอัดอัดมากที่เจอ เพื่อนบอกเลยว่า กลับไปเรียน มช ดีกว่า
สบายใจกว่าเยอะ เพื่อนก็เลยลาออก กลับไปช่วยงานอู่ซ่อมรถแทน
ผมว่าจริงๆ สถานที่มันไม่เกี่ยวหรอกครับ คนที่อยู่ข้างในมากกว่าที่สร้างค่านิยมขึ้นมา
ผู้ตอบ 20 : แจมด้วยคน
ที่ว่า มหาวิทยาลัยดังไม่สู้งาน นี่ผมว่า ไม่ใช่แล้วนะครับ
อันนี้ มันอยู่กับพื้นฐาน การเลี้ยงดูมา นิสัย ของแต่ละคนแล้วครับ
สถาบัน มหาวิทยาลัย อาจจะมีส่วนบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ
คนจบมหาวิทยลัยดังๆ สู้งานมีเยอะแยะครับ เจอกับตัวเอง
และทำนองเดียวกัน คนที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยดังๆ สู้งาน และไม่สู้งาน มีเยอะครับ
เอาประสบการณ์ที่เคยเจอเองนะครับ
ผมเคยออกข้อสอบ เคยตรวจสอบข้อสอบ เพื่อสอบเข้าบริษัทๆหนึ่งนะครับ
ผมไม่เถียงเลยครับว่า มหาวิทยาลัยดัง เด็กมีความรู้ดีกว่ามากๆ ครับ
เด็กที่จบมหาวิทยาลัยไม่ดัง มีที่เก่งบ้าง แต่ส่วนหนึ่งเลยครับ ทำไม่ได้ครับ
ไม่มีความรู้เรื่องนั้นๆ เดา เข้าใจผิด เยอะมากครับ
เรื่องทักษะการแก้ไขปัญหา การมองปัญหา เด็กมหาวิทยาลัยดังๆ ทำได้ดีกว่า
ส่วนหนึ่งของเด็กที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยดัง แก้ปัญหาไม่ได้ มองปัญหาไม่ออก หรือแก้ปัญหา ด้วยวิธีการที่ยุ่งยาก เสียเวลา และผิดพลาดด้วย
แต่ในด้านทักษะการทำงานแล้ว ผมว่าบางอย่างมันฝึกกันได้
แต่บางอย่างเราก็ต้องยอมรับว่า มันเป็น skill ที่ต้องมีความฉลาดประกอบด้วย
ความฉลาดที่ว่า ไม่จำเป็นต้องความรู้ในเรื่องวิชาการ อาจจะเป็นความฉลาดในการตัดสินใจ
ความฉลาด ทักษะบางอย่าง ที่ไม่เกี่ยวกับว่าจบมหาวิทยาลัยแบบไหนมา
เราจึงต้องดูว่า งานที่เราจะให้เขาทำนั้น มันต้องการ skill แบบไหน
จำเป็นต้องใช้งานคนแบบไหนประกอบด้วยครับ
บางงานถึงสู้งานเต็มที่ ก็ทำได้แค่ทำได้ แต่ไม่ใช่ทำได้ดีครับ