RSS
 

การพิมพ์ส่งผลต่ออารมณ์คุณ

16 May

การอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมประจำวันของคนทั่วไป และการพิมพ์ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งร่วมด้วยนอกจากจ้องหน้าคอม แล้วรู้ไหมว่าการพิมพ์อาจจะส่งผลต่ออารมณ์ของคุณได้?

ไม่ว่าคุณจะพิมพ์ด้วยมือไหนมันมีผลต่ออารมณ์ของคุณด้วย มันไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว และผลการวิจัยที่ได้ ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาค้นพบว่า คำที่คุณพิมพ์ด้วยมือแต่ละข้างนั้น ส่งผลต่อความรู้สึกของเราแตกต่างกัน โดยเฉพาะคำบางคำ เช่น คำว่า “sad” ที่แปลว่าเศร้าในภาษาอังกฤษ ถูกพิมพ์ด้วยมือซ้ายทั้งหมด ส่วนคำว่า ความสนุกสนาน หรือ “jolly” เราสามารถพิมพ์ด้วยมือขวาได้หมดบนแป้นพิมพ์ และมันสร้างความรู้สึกกับผู้พิมพ์อย่างนั้นจริง ๆ เสียด้วย

การศึกษานี้ทำขึ้นโดยความร่วมมือของ University College London ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ The New School for Social Research ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พบว่า การเรียงตัวอักษรแบบ QWERTY บนคีย์บอร์ด ส่งผลให้การพิมพ์คำด้วยมือข้างซ้ายสร้างความรู้สึกในแง่ลบ มากกว่าการพิมพ์จากตัวอักษรที่อยู่ฝั่งขวามือ

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าตัวอักษรที่อยู่ในฝั่งซ้ายนั้นพิมพ์ได้ยากกว่าตัวอักษรที่อยู่ฝั่งขวา การพิมพ์ตัวอักษรที่อยู่ในฝั่งซ้ายจึงทำให้เกิดความรู้สึกทางลบได้มากกว่าการพิมพ์ตัวอักษรในฝั่งขวา เพราะการจัดลำดับอักษรแบบ QWERTY พบว่ามือซ้ายจะครอบคลุมตัวอักษรสำคัญภาษาอังกฤษ 15 ตัวอักษร มากกว่าฝั่งขวาที่มีอยู่ 11 ตัวอักษร และยิ่งตำแหน่งของตัวอักษรแต่ละตัวบนคีย์บอร์ดอยู่ห่างกัน หรือมีความซับซ้อนของการสะกดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสร้างความรู้สึกเป็นลบมากขึ้น ซึ่งบางครั้งก็ สอดคล้องกับความหมายของคำอย่างน่าประหลาด เช่น เราจะรู้สึกดีกับคำว่า jolly (สนุกสนาน)มากกว่า sad (เศร้า) และรู้สึกดีกับคำว่า money (เงิน) มากกว่า tax (ภาษี)

รายงานการวิจัยนี้ ตีพิมพ์ใน Psychonomic Bulletin and Review เมื่อมกราคมที่ผ่านมา (หลังจากที่เรานั่งกดคีย์บอร์ดแบบ QWERTY มากว่า 150 ปี) โดยศึกษาจากการพิมพ์คำ 1,000 คำใน 3 ภาษา คือ อังกฤษ เยอรมนี และสเปน พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เราจะใช้มือซ้ายพิมพ์คำมากกว่ามือขวา และเมื่อเปรียบทุก ๆ ตัวอักษรที่พิมพ์ ตัวอักษรที่พิมพ์ด้านขวามือให้ความรู้สึกทางบวกมากกว่าตัวอักษรที่อยู่ทางซ้ายราวร้อยละ 4 นักวิจัยลองทำการทดลองต่อไปโดยเน้นที่คำสมัยใหม่ ก็ยิ่งพบว่าการพิมพ์ด้วยมือข้างขวานั้นก็ยังให้ความรู้สึกด้านบวกมากกว่า และคุณอาจสงสัยว่าพวกเขาทำการศึกษาเรื่องพวกนี้กันไปเพื่ออะไร

การศึกษานี้ทำให้เราเห็นว่ายุคนี้อิทธิพลของ ตัวอักษรบนคีย์บอร์ดนั้นส่งผลต่อความรู้สึกของเรามากกว่าการเขียนไปแล้ว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับบริษัท แบรนด์สินค้าต่าง ๆ ที่กำลังคิดถึงเรื่องการสร้าง “คำ” หรือชื่อที่ถูกต้องเหมาะสมจริง ๆ ยามที่เราต้องการหาในกูเกิล เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกทางบวก ลดความเครียด และลดความรู้สึกลบต่อสินค้า แต่หลักการนี้ เป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะใช้ในภาษาไทยนะครับ หลังจากเราลองพิมพ์ดู ก็พบว่าคำในภาษาไทยส่วนมากต้องใช้ผสมกันทั้งสองมือ และซับซ้อนกว่า เพราะเรามีวรรณยุกต์มากกว่าลืมบอกไปว่า นักวิจัยยังพบด้วยว่าคีย์บอร์ดมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างศัพท์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะพวกคำย่อหรือคำใหม่ ๆ ที่ถูกทอนตัวพยัญชนะลงอีกด้วย

 

บ้านสองประตู คนหลายใจ

16 May

บ้านทั่วไปนอกจากปรตูหน้าบ้านแล้วก็จะมีประตูย่อยๆไปหาห้องย่อยๆข้างในบ้านอีก ตามฮวงจุ้ยว่า บ้านสองประตู คนหลายใจ จะจริงหรือไม่เราลองมาหาคำตอบกัน

บ้านที่มีสองประตูทางเข้าสองทาง พลังงานที่จะเข้าสู่บ้านจะไม่เสถียร เพราะมาจากองศาที่ต่างกัน ดีบ้างร้ายบ้าง
หรือบางทีประตูนี้รับพลังงานดีแต่ไม่ใช้ ไปใช้ประตูที่รับพลังงานไม่ดี ชีวิตก็จะขึ้นๆ ลงๆ

บ้านที่มีประตูทางเข้าสองทางคนโบราณท่านว่าไม่ดีนั้นจริงหรือไม่ หลักการของฮวงจุ้ยมีวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้
ในทางฮวงจุ้ยเราให้ความสำคัญกับประตูทางเข้าบ้านมากครับ โดยเฉพาะประตูหลักหรือประตูหน้า
เพราะถือว่าเป็นทิศหยางของบ้านที่มีการพาพลังงานในรูปแบบต่างๆ มาสู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสง จากลมที่พัดพาอากาศเข้ามาหรือคนเดินเข้าออก
ถ้าหากมีประตูที่ดีมีองศาที่สามารถรับและกักเก็บพลังงานดีๆ ในบ้านของเราบ่อยๆ ได้ไม่นานก็จะเจริญรุ่งเรืองเพราะได้พลังงานที่ถูกต้องกับยุคสมัย
ซึ่งปัจจุบันจะใช้ผังคำนวณดาวในยุคที่ 8 (ระหว่างปี พศ.2547-2567)

(ถ้า)เข้าออกสองประตูแล้วจะเป็นอย่างไร
ประการแรก ความคิดและจิตใจของเราจะแยกออกไม่เป็น หนึ่งเดียว เพราะการมีสองประตูหรือมากกว่านั้นก็คือ
การเลือกที่จะเข้าหรือออกตามใจเจ้าของบ้าน ซึ่งบางท่านใช้หลายประตูเพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศ หรือเข้าออกสะดวกเพราะจอดรถแล้วเข้าประตูได้ง่าย
แบบที่บ้านจัดสรรสวนใหญ่มักทำประตูเล็กไว้ใกล้กับโรงรถ แต่เหตุผลของฮวงจุ้ยด้านชัยภูมินั้นเรามองว่าการมีหลายประตูทำให้เจ้าบ้านหลายใจ และจะทำให้เข้าบ้านชายมีบ้านเล็กบ้านน้อย

พิจารณาแล้วจะเห็นว่าการมีหลายประตูเป็นการส่งเสริมความเจ้าชู้ของเจ้าของบ้านได้เช่นกัน เพราะสามารถเข้าออกประตูไหนก็ได้โดยที่ฝ่ายหญิงหรือภรรยาทราบได้ยาก
ถ้าเป็นบ้านหลังเล็กหน่อยก็ยังพอรู้ แต่ถ้าใหญ่เป็นคฤหาสน์หรือบ้านใหญ่ของคนจีนในอดีตที่นิยมมีภรรยาหลายคนก็เอื้อต่อความเจ้าชู้ เพราะทางหนีทีไล่เยอะและยากต่อการควบคุม

ประการที่สอง มองด้านพลังงานจะเห็นว่าพลังงานจะไม่เสถียร เพราะประตูสองแนวจะพาพลังงานมาสองชุด คนละด้านก็คนละองศา คนละผังพลังงาน
หรือหลายประตูในองศาระนาบเดียวกัน แต่พลังดีอาจเข้าทางประตูซ้าย พลังร้ายอาจเข้าประตูขวา ดีบ้างร้ายบ้าง ชีวิตก็จะขึ้นๆลงๆ แทนที่เราจะรู้ว่าประตูไหนดีแล้วก็ใช้แต่ประตูที่ดี
ชีวิตก็จะพบโอกาสที่เหมาะสมกับยุคสมัย ความก้าวหน้าในชีวิตก็เพิ่มพูนไปเรื่อย ๆเช่น บางบ้านประตูหน้าองศาดีอยู่แล้วไม่ได้ใช้ กลับใช้ประตูโรงรถซึ่งเข้าบ้านคนละองศากัน
เปรียบเหมือนมีเพชรอยู่ในมือ แต่ทำให้ส่องประกายไม่เป็น ทำให้เสียโอกาสแห่งความก้าวหน้าไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้นการมีประตูหลายบานสำหรับเข้าออกบ้านจึงถือว่าไม่ดีนัก เพราะต้องอยู่กับความเสี่ยงและอาจทำให้เกิดปัญหาในครอบครัว สำหรับแนวทางแก้ไขก็คือการวัดองศาบ้าน (โดยผู้เชี่ยวชาญ)
เพื่อเลือกเปิดประตูในทิศทางโชคลาภ ซึ่งเราอาจเช็คดูง่ายๆ ได้ว่าหากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ที่เป็นปีเริ่มต้นของผังพลังงานในยุคที่ 8 ฐานะการเงินในบ้านของท่านทรงตัวหรือทรุดลง
ก็เป็นสัญญาณบอกให้ทราบแล้วว่าประตูทีท่านใช้นั้นผิดยุค เมื่อทราบแล้วก็ให้ปิดประตูที่ไม่ดี ไม่ไปผ่านเข้าออกและเลือกใช้แต่ประตูที่ดีบ่อยๆ
ท่านอาจจะหาน้ำพุกระตุ้นโชคมาวางไว้ในบริเวณประตูที่ดี และควรเป็นน้ำพุที่อยู่ในภาชนะที่ทำจากแก้ว หรือ อะครีลิคใส จะเหมาะกับสภาพที่เป็นพลังธาตุน้ำมากที่สุด

 

มารู้จัก SEO กันเถอะ

30 Apr
เรามีสิ่งดีๆมาฝากสำหรับวันนี้ การทำ SEO หรือการทำ Search Engine Optimizer (เรียน SEO)นั่นเอง
สิ่งที่เราพูดถึงกันอยู่นั้นเป็นกระบวนการที่เราพยายามเพิ่ม Traffic ที่มีคุณภาพ เข้าสู่เว็บไซต์ที่เราต้องการ จาก Search Enigne การต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ
เพราะโดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่ปรากฏอยู่ใน Search Engine ในลำดับแรกๆ ตามที่เราต้องการ
โดยในปัจจุบันการทำ SEO มีอยู่หลายแห่งซึ่งสามารถไปเรียน SEO
หรือ การเข้าอบรม SEO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าหรือบริการได้ตามต้องการ
 
 

เรียนphp กันเถอะ

29 Apr

เรียนPHP

นั้นเป็นภาษาสำหรับใช้ในการเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ สามารถเขียนได้หลากหลายโปรแกรมเช่นเดียวกับภาษาทั่วไป  ส่วน HTML นั้นเป็นภาษาที่ใช้ในการจัดรูปแบบของเว็บไซต์ จัดตำแหน่งรูป จัดรูปแบบตัวอักษรหรือใส่สีสันให้กับ เว็บไซต์ของเรา แต่ PHP นั้นเป็นส่วนที่ใช้ในการคำนวณ ประมวลผล เก็บค่า และทำตามคำสั่งต่างๆ อย่างเช่น รับค่าจากแบบ form ที่เราทำ รับค่าจากช่องคำตอบของเว็บบอร์ดและเก็บไว้เพื่อนำมาแสดงผลต่อไป ฉะนั้นใครที่ต้องการที่จะมีเว็บเป็นของตัวเองที่ไม่ใช่แค่เว็บไซต์ธรรมดาทั่วไปที่มีแต่รูปแบบหน้าเว็บธรรมดาก็ควรที่จะมีการเรียนphp

หรือต้องมีการศึกษาพวกphp ไว้บ้างอีกอย่างการ เรียนphp  ในปัจจุบันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องอยากอีกต่อไปเพราะการ เรียนphp ได้เปิดกว้างมากขึ้นเหมือนกับการศึกษาในยุคปัจจุบันทั้งอินเตอร์เน็ต

หอสมุดต่างๆ รวมถึง การเรียนphp กับสถาบันที่เขาทำการเปิดเรียนphp  อีกอย่างในปัจจุบันนั้นโลกแห่งอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากเพราะทุกคนต่างก็มีชีวิตในแบบของตัวเอง

การรับรู้ข่าวสารที่รวดเร็วที่คุณปฏิเสธไม่ได้เลยนั่นก็คืออินเตอร์เน็ต  เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ  หรือแม้กระทั้งการโฆษณาบนโลกออนไลน์ก็เป็นอีกที่ที่คุณไม่ควรละเลย เมื่อรู้ความสำคัญของเจ้าphpแล้ว เราควรไปหาที่เรียนphp กันนะครับ

 

 
 

หลากหลายความเห็น ทำไม เด็ก ม.ดังไม่สู้งาน (2)

20 Apr

ความเดิม : คือผมสงสัย ครับว่าทำไม คนที่ทำงานเกี่ยวกับ HR ในหลายๆบริษัท ถึงไม่ชอบเด็ก CU TU เท่าไร โดยเฉพาะ CU นี่
แทบจะเกลียดเลย โดยให้เหตุผลว่า เด็กพวกนี้ไม่สู้งาน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำงานไม่ได้เรื่อง ซึ่งผมมีเพื่อนหลายๆ คน
จบมาจาก ทั้ง CU และ TU รวมทั้ง คนในครอบครัว ผมด้วย ผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะไม่สู้งานตรงไหน ตรงกันข้าม กับ
สามารถทำงานได้ดี เรียนรู้เร็วด้วย แถมไม่ค่อยเปลี่ยนงาน( ถ้าบริษัทใหญ่สวัสดิการดี )ยกเว้นลาออกไปเรียนต่อ ผม
ว่ามันเป็นที่บริษัทและ ทาง Team HR หรือเปล่า ที่อยากได้คนเก่ง แต่ไม่อยากจ่ายเงินแพง เลยไม่สามารถรั้งคนพวก
นี้ไว้ เเล้วเลย อคติ ว่าเขาไม่สู้งานหรือเปล่า ขอความเห็นเพื่อนๆ ในนี้ด้วยครับ

 

ผู้ตอบ 8 : เอาเคสที่ผมเคยเจอนะฮะ ป้าผมเคยทำงานอยู่บริษัท Leo Burnet ที่บริษัทไม่รับเด็กราชภัฎเพราะเหตุผลว่า ภาษาอังกฤษห่วย ด้วยพนักงานระดับสูงในบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ ส่วนที่อื่นผมไม่ทราบฮะ

 

ผู้ตอบ 9 : จริงครับ อันนี้อาจารย์เคยพูดเองหน้าห้องเรียนเลย สาเหตุก็น่าจะมาจากหลายๆอย่าง เช่น
-ส่วนใหญ่ฐานะทางบ้านดี ไม่ค่อยลำบาก พอเจองานลุยๆร้อนๆก็ไม่ค่อยจะอยากทำกันละ
-มีตัวเปรียบเทียบจากเพื่อนร่วมรุ่นหรือพี่ๆ ที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าโรงงานบริษัทใหญ่กว่า

 

ผู้ตอบ 10 : แล้วแต่คนครับ ของแบบนี้

องค์กรก็ต้องเลือก วัตถุดิบ ดีดี เข้าไปเพื่อพัฒนา เป็น บุคลากรอยู่แล้วครับ
แล้ววัตถุดิบ ดีดี ส่วนมากจะเจอได้ในเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัย ดีดี ในเรื่องของคุณภาพสังคม
คุณภาพชีวิต เอาง่ายๆ ถ้าโยกเด็กเอกชนไปเรียน CU TU โอกาสจบออกมา 4 ปี จะมีกื่ % ครับ
เด็กเอกชน บางคน Toeic จนเรียนจบจนมาทำงานแล้ว บางคนผมแน่ใจว่ายังไม่เคยสอบเลยและไม่รู้ด้วยว่าจะสอบต้องทำยังไง

มันก็วัดคนได้ในระดับ 1 ส่วนที่เหลือก็คือ เป็นแนวทางของ องค์กรเองแล้ว ว่ามีวิธีการ ปลุกปั้นเด็กอย่างไร
ไม่ใช่ว่า มาถึงไม่มีคนสอนงานไม่มีพื่เลื้ยงให้เด็กมันมามั่วๆทำงานให้องค์กรคุณ แบบไม่มีคุณภาพ

เด็กมันก็เบื่อไม่อยากทำดิ๊ครับ ( ปัญหานี้องค์กร ข้ามชาติ หรือ บ.มหาชนเจอยากครับ เข้าเป็น Step ที่ดี
คุณเข้ามา คุณต้องเดิน 1 2 3 .. ยกเว้นเก่ง 1 2 4 5 6 ก็ว่ากันไป

ถ้าเด็กไม่สู้งาน ก็ไม่ผ่านโปรดิ๊ครับ ก็รับคนใหม่
อยากสาขางานที่ผมทำ มันจะมี บริษัทชื่อดัง ที่เปิดสอบประจำทุกปีเพื่อรับพนักงาน
เปิดสอบพอเป็นพืธีแหล่ะมั้งครับ ท้ายที่สุดเด็ก CU TU รับเยอะมาก บางรุ่นรับทุกคน
เด็กที่มันไม่ทำส่วนมากมันได้ที่อื่น ที่ดีกว่า

ถ้าไม่สู้งานคืองานหนัก เงินน้อย ต้องปากกัดตีบถีบ เด็กพวกนี้ไม่ทำหรอกครับ มันเลือกได้
มันก็ไปปากกัด ตีนถีบ แต่จ่ายหนัก สบายๆ ครับ ก็เด็กมันมีทางเลือก
แต่กลับจาก ม.เอกชน ต้องยอมรับว่าเลือกได้น้อยกว่า
คุณเป็นนายจ้าง คุณต้องการเด็กแบบไหน คุณก็เลือกแรงงานให้เหมาะกับงานครับ

 

ผู้ตอบ 11 : ส่วนเรื่องเกรดของม.รัฐกับเอกชน เท่าที่เคยเจอนะฮะ ผมว่าม.รัฐเขี้ยวกว่า
ม.รัฐอาจารย์เค้าพร้อมที่จะให้ F ได้เสมอและเพิ่มให้โดยไม่จำกัดจำนวน
เคยซวยไม่ลงตอนเพื่อนๆร่วมรุ่นเค้าลงกัน รุ่นนั้น F 3-4คน
พอไปลงกะรุ่นน้อง รุ่นน้องดันไม่ค่อยตั้งใจเรียนกัน อาจารย์เคือง
ออกข้อสอบยากขึ้น ขยับเกณฑ์ตัดFขึ้นอีกหน่อย ผลออกมาโดนไป 20กว่าคน
ล่อไปเกือบครึ่งภาค
อีกอันหนึ่ง อันนี้รุ่นน้องที่อยู่บัญชีเล่าให้ฟัง ว่าเคยไปติวให้เด็กเอกชนอยู่สอง-สามครั้ง
มันก็บอกว่าข้อสอบง่ายกว่าพอควรเลย

ผมไม่เอามาม่านะฮะ ถือว่ามาบอกเล่าให้ฟังละกัน

ผู้ตอบ 12 : ขึ้นอยู่กับโอกาสครับ เด็ก ม ดังๆ มันหางานง่ายกว่า งานดีๆ ก็มีให้เลือกเยอะกว่า
คนเราไม่มีใคร บ้า ทำงานที่ลำบาก เหนื่อย แล้วยังได้เงินเดือนน้อยกว่าหรอกครับ
คนเราสุดท้ายก็ขี้เกียจทั้งนั้นแหละ ลองให้นอนอยู่บ้านเฉยๆ แล้วมีเงินให้ใช้ เดือนละ 100000 แบบไม่มีวันหมด ผมก็ว่าเหลือไม่กี่คนหรอกครับที่ยังไปทำงานเป็นลูกจ้างเค้างกๆ

ผู้ตอบ 13 : ใช่ มีไม่กี่คน อาจจะไม่ถึงเดือนละแสน อย่างน้อยที่ทำงานเรามี
เจ๊แกอยู่ได้สบายๆ แต่แกเลือกที่จะยังทำงาน เหตุมี 2 ข้อ
1. อยากจะมีเงินไว้ shopping บ้าง (แม้ว่าเงินเดือนไม่พอ ก็ขอเอา)
2. อยากแต่งตัวสวยๆ มาทำงาน ถ้าวันๆ อยู่แต่บ้าน มันโทรมเร็ว

ซึ่งเหตุทั้ง 2 ข้อนี้ ผลที่ตามมาคือ เจ๊แกทำงานไม่เต็มที่ พูดตรงๆ คือ ทำงานแบบขอไปที
เสร็จก็ชั่ง ไม่เสร็จก็ชั่ง ใครจะทำไม และเจ๊แกก็ไม่หวังเติบโตหรือก้าวหน้า ขอแค่มีเงินเดือนก็พอ
วันๆ เจ๊แกกด iphone บ้าง, shopping online บ้าง, chat บ้าง
คนที่ดิวงานต่อจากเจ๊แก (มีเราและคนอื่นๆ อีกหลายคน) เอือมระอา
ล่าสุดมีบันทึกแจ้งผลการทำงานล่าช้าไปถึงหัวหน้าของเจ๊ แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำใจ

ผู้ตอบ 14 : จากประสบการณ์ผมนะฮะ เพื่อนกลุ่มที่จบมหาลัยดังแล้วย้ายงานบ่อย เขาตัวเลือกเยอะฮะ โปรไฟล์แบบนี้สัมภาษณ์ที่ไหนก็รับ จะไปเรียนต่อก็ง่าย ถ้าที่ปัจจุบันอยู่แล้วไม่มีความสุข จะทนอยู่ทำไม? เทียบกับเด็กอีกกลุ่มที่จบมาแล้วไม่ค่อยมีทางเลือก ก็จะมีความอดทน หรือที่เรียกกันว่าสู้งานมากกว่าฮะ

แต่ในมุมมองของนายจ้างก็จะมองรวมๆว่าไม่สู้งาน หรือ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ถ้าจะมองอย่างนั้นก็ได้ฮะไม่ผิด แต่ก็จะอยู่ในวังวนอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ที่ดีกว่าคือค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กที่รับมาจึงย้ายงานบ่อย เพราะจุดไหน มีช่องโหว่ภายในองค์กรตรงไหนหรือเปล่า งานตรงกับคน วัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อม หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน? หาเจอแล้วสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าได้ก็แก้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนเกณฑ์ในการคัดพนักงานใหม่ ถ้า HR องค์กรไหนทำได้แบบนี้แล้วล่ะก็ ไปไกลแน่นอนฮะ

ผู้ตอบ 15 : มองตรงข้ามหน่อยมั๊ยฮะ ไม่คิดว่าเป็นที่สถาบันกันบ้างหรอ ที่สอนให้เด็กเป็นแบบนั้น
เรียนแบบสบายๆ กัน แล้วมันจะขยันทำงานกันมั๊ยนั่น

ทำไม ไม่สอนให้ตรงกับเนื้องานจริงๆ ที่ต้องทำงาน ทำไม ไม่สอนให้จบมาแล้วทำงาน
ได้เลย ทั้งๆ ที่ก็มีให้ฝึกงานก็แล้ว แต่ฝึกงานแล้วก็ไปนั่งชงกาแฟ ไปถ่ายเอกสาร ไม่ได้
ทำงานจริงๆ ซะที เปลี่ยนได้แล้ว ค่านิยมแบบนี้อ่ะ ถ้าทำแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปฝึกงานให้
เสียเวลา เสียทรัพยากรชาติหรอก

บางมหาลัย สอนมันร้อยแปดวิชา แต่ทุกวิชา เอามาใช้งานจริงไม่ได้เลย เด็กรู้แต่ทฤษฎี
ไม่เคยได้ลงสนามจริงๆ เลย แล้วจะสอนมันไปทำไม จบมา คนรับเข้าทำงาน ก็ต้องมา
นั่งสอนงานอีก

เด็กบางคนไม่เอาถ่าน ไม่ตั้งใจเรียน เกรดไม่ดี ไม่มีความรู้ ก็ปล่อยให้มันจบออกมา จะ
ให้จบออกมาทำไม ไม่ทราบ ถ้าไม่ตั้งใจเรียน เรียนไม่ดี ทำงานไม่ได้จริง ก็ให้มันออก
ไปไม่ต้องมาเรียน บางมอ ซ้ำร้าย ไม่เรียนก็ได้ แค่จ่ายเงินครบ ก็เรียนจบได้ ก็ยังมี

เห็นบางมอในเมืองไทยทำบ้างแล้ว แต่ก็ถือว่ายังน้อยอยู่ แต่ที่ ตปท หลายยู เขาเปลี่ยน
แนวทางกันหมดแล้ว แน่นอนว่าแนวทางเดิมๆ แบบเมืองไทย ก็ยังมีอยู่ คือเรียนๆๆๆๆๆๆ
อย่างเดียว ยูก็รอรับแค่เงิน สุดท้ายเด็กมาสอบ ก็จบกลับไปสบายๆ แต่ยูที่นี่เขาจะมีคอร์ท
พิเศษ เป็นการโคกับบริษัทดังๆ ต่างๆ ซึ่งถ้าเด็กอยากเรียน คอร์ทนี้ ก็ต้องฝึกฝนตัวเอง
ให้หนัก ต้องผ่านสัมภาษณ์จาก Phd หลายๆ คน จากนั้น ก็สัมภาษณ์กับ บริษัทที่จะรับ
เข้าฝึกทำงานอีก กว่าสิบรอบ แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่เป็นการฝึกงาน แต่เป็นการไปทำงาน
จริงๆ มีโปรเจคจริงๆ ให้ทำ ทำเสร็จแล้วได้เอาเนื้องานไปใช้กันจริงๆ ไม่ต้องไปนั่งชงกาแฟ
แบบเมืองไทย

ผู้ตอบ 16 : เอาประสบการณ์จริงมาเล่าให้ฟังเฉยๆนะ
เพื่อนผมสมัยเรียนมหาลัยรัฐแถวศาลายา เรียนคณะเกี่ยวกับ IT นี่แหละ
อยู่ได้ 2 ปีก็ต้องออก เรียนไม่ไหว ไม่ออกก็โดนรีไทร์ เพราะเกรดต่ำกว่า 2.00
ทีนี้มันก็ไปต่อที่มหาลัยดังแถวรังสิต มันบอกเรียนชิวเลย ตอนจบออกมาเกรด 3.7
อีกเรื่องนึงที่ผมสัมผัสมาด้วยตัวเองคือตอนสมัยเรียน เด็กคณะผมจะชอบด่าคณะตัวเองมาก
ว่าจะให้เรียนวิชาอะไรเยอะแยะ จับฉ่ายไปหมด เรียนแม่งทุกอย่าง เอาง่ายๆเลยตอนปี 1
มีวิชาฟิสิกส์อ่ะ มีทั้ง lecture ทั้ง lab ไหนจะพวก social, account, finance
นี่ยังไม่รวมพวกวิชาคอมที่ปกติมหาลัยอื่นเค้าไม่เอามาเป็นวิชาเรียนกันน่ะ อย่างพวก
AI, storage and data retrieval, assembly เรียนแม่งหมดทุกอย่าง

จนปัจจุบันผมทำงานแล้วถึงได้เข้าใจว่า คณะเค้าต้องการให้ความรู้มาเป็นแค่พื้นฐาน
ซึ่งความรู้พวกนี้ช่วยให้สามารถเรียนรู้การทำงานได้อย่างรวดเร็ว
มหาลัยเค้าไม่ได้สอนให้เด็กจบออกมาทำงานเป็น เค้าให้ความรู้มาเพื่อเอาไว้ใช้ในการทำงานนะ ผมว่า

ผู้ตอบ 17 : มันไม่เชิงว่าไม่สู้งานนะครับ แม่ผมเป็นผู้จัดการธนาคารสาขานึงในกรุงเทพ เค้าก็เล่าให้ผมฟังบ่อย
แล้วก็จะมีเด็กฝึกงาน หรือพนักงานใหม่รับมาจาก CU TU ซะส่วนใหญ่ คืองานของเค้าอ่ะเค้าทำนะ
แต่งานเล็กๆน้อยๆ เช่น xeroxเอกสาร ชงกาแฟ ยกน้ำ อะไรพวกนี้แม่ผมสั่งเค้าไม่ทำ ง่ายๆมี 10 คนจะเป็นแบบนี้ 9 คนได้
คือเหมือน eco สูงมากกว่า ในมุมมองของผู้ใหญ่ก็จะมองเป็นไม่สู้งาน หนักไม่เอา เบาไม่สู้
ส่วนที่ว่าโทษสถาบันได้มั้ยผมก็ไม่รู้ว่ามหาลัยดังๆเค้าสอนกันยังไง เพราะผมก็จบมหาลัยรัฐเล็กๆ
ผมจบคอมบอกได้เต็มปากเลยว่าผมแทบจะไม่ได้ใช้สิ่งที่ผมเรียนมาเลยในตอนทำงาน

ผู้ตอบ 18 : ส่วนใหญ่อีโก้ครับ เพื่อนร่วมงานที่จบ ม.ไม่ดัง โดนมองเหยียดๆ รุ่นพี่สั่งก็ไม่ค่อยเต็มใจทำ ทำหน้าไม่พอใจงุบงิบๆเหมือนกับคิดว่าตัวเองเก่งกว่า
เน้นว่าส่วนใหญ่นะครับ ที่ทำงานดีขยัน สู้งานก็มี แต่น้อยหว่าพวกแรกอยู่ระดับนึง
แต่พวกนี้HRจะมองออกตั้งแต่สัมภาษณ์แล้วครับ ส่วนใหญ่จะไม่รับ นอกจากเส้นใหญ่มาตรง ก็ค่อยไปแก้กันอีกที
แต่อีโก้พวกนี้ผมมองว่ามีประโยชน์นะ ถ้าใช้เค้าเป็น กับพวกนี้ต้องไม่ใช่พระเดช ให้ใช้พระคุณในการใช้งาน พวกนี้จะกล้าทำกล้าชน ถ้าเก่งจริงจะมีประโยชน์มากทีเดียว แค่เวลาทำงานต้องทนเค้าสักหน่อย

ผู้ตอบ 19 : ขอเล่าบ้างอะ
เพื่อนผมจบ ทันต หรืิอ แพทย์ ป.ตรี จาก มช มา
แล้วไปต่อโท ที่ CU ปรากฎว่า เวลามีงานกลุ่ม คนจาก CU ไม่รับคนที่จบจากที่อื่นเเข้ากลุ่มเลยครับ
รับเพราะคนในกลุ่มเท่านั้น เพื่อนผมมันรู้สึกอัดอัดมากที่เจอ เพื่อนบอกเลยว่า กลับไปเรียน มช ดีกว่า
สบายใจกว่าเยอะ เพื่อนก็เลยลาออก กลับไปช่วยงานอู่ซ่อมรถแทน
ผมว่าจริงๆ สถานที่มันไม่เกี่ยวหรอกครับ คนที่อยู่ข้างในมากกว่าที่สร้างค่านิยมขึ้นมา

ผู้ตอบ 20 : แจมด้วยคน

ที่ว่า มหาวิทยาลัยดังไม่สู้งาน นี่ผมว่า ไม่ใช่แล้วนะครับ
อันนี้ มันอยู่กับพื้นฐาน การเลี้ยงดูมา นิสัย ของแต่ละคนแล้วครับ
สถาบัน มหาวิทยาลัย อาจจะมีส่วนบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ
คนจบมหาวิทยลัยดังๆ สู้งานมีเยอะแยะครับ เจอกับตัวเอง
และทำนองเดียวกัน คนที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยดังๆ สู้งาน และไม่สู้งาน มีเยอะครับ

เอาประสบการณ์ที่เคยเจอเองนะครับ
ผมเคยออกข้อสอบ เคยตรวจสอบข้อสอบ เพื่อสอบเข้าบริษัทๆหนึ่งนะครับ
ผมไม่เถียงเลยครับว่า มหาวิทยาลัยดัง เด็กมีความรู้ดีกว่ามากๆ ครับ
เด็กที่จบมหาวิทยาลัยไม่ดัง มีที่เก่งบ้าง แต่ส่วนหนึ่งเลยครับ ทำไม่ได้ครับ
ไม่มีความรู้เรื่องนั้นๆ เดา เข้าใจผิด เยอะมากครับ

เรื่องทักษะการแก้ไขปัญหา การมองปัญหา เด็กมหาวิทยาลัยดังๆ ทำได้ดีกว่า
ส่วนหนึ่งของเด็กที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยดัง แก้ปัญหาไม่ได้ มองปัญหาไม่ออก หรือแก้ปัญหา ด้วยวิธีการที่ยุ่งยาก เสียเวลา และผิดพลาดด้วย

แต่ในด้านทักษะการทำงานแล้ว ผมว่าบางอย่างมันฝึกกันได้
แต่บางอย่างเราก็ต้องยอมรับว่า มันเป็น skill ที่ต้องมีความฉลาดประกอบด้วย
ความฉลาดที่ว่า ไม่จำเป็นต้องความรู้ในเรื่องวิชาการ อาจจะเป็นความฉลาดในการตัดสินใจ
ความฉลาด ทักษะบางอย่าง ที่ไม่เกี่ยวกับว่าจบมหาวิทยาลัยแบบไหนมา

เราจึงต้องดูว่า งานที่เราจะให้เขาทำนั้น มันต้องการ skill แบบไหน
จำเป็นต้องใช้งานคนแบบไหนประกอบด้วยครับ
บางงานถึงสู้งานเต็มที่ ก็ทำได้แค่ทำได้ แต่ไม่ใช่ทำได้ดีครับ

 

หลากหลายทัศนคติ ทำไม ม.ดังไม่สู้งาน

19 Feb

คือผมสงสัย ครับว่าทำไม คนที่ทำงานเกี่ยวกับ HR ในหลายๆบริษัท ถึงไม่ชอบเด็ก CU TU เท่าไร โดยเฉพาะ CU นี่
แทบจะเกลียดเลย โดยให้เหตุผลว่า เด็กพวกนี้ไม่สู้งาน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำงานไม่ได้เรื่อง ซึ่งผมมีเพื่อนหลายๆ คน
จบมาจาก ทั้ง CU และ TU รวมทั้ง คนในครอบครัว ผมด้วย ผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะไม่สู้งานตรงไหน ตรงกันข้าม กับ
สามารถทำงานได้ดี เรียนรู้เร็วด้วย แถมไม่ค่อยเปลี่ยนงาน( ถ้าบริษัทใหญ่สวัสดิการดี )ยกเว้นลาออกไปเรียนต่อ ผม
ว่ามันเป็นที่บริษัทและ ทาง Team HR หรือเปล่า ที่อยากได้คนเก่ง แต่ไม่อยากจ่ายเงินแพง เลยไม่สามารถรั้งคนพวก
นี้ไว้ เเล้วเลย อคติ ว่าเขาไม่สู้งานหรือเปล่า ขอความเห็นเพื่อนๆ ในนี้ด้วยครับ

ผู้ตอบ 1 : มันหลายๆอย่างประกอบกันครับ
CU TU บางคนก็ไม่ไหว บางคนก็เก่งจริง เรื่องอีโก้สูงนี่ก็เจอบ่อย บางครั้งประมาณว่าเค้าถูกเสมอแย้งไม่ได้ อะไรประมาณนี้
ส่วนเรื่องไม่สู้งานนี่ผมเองก็เจอบ้างนะ คือเรื่อยเปื่อยทำไปเรื่อย ไม่ค่อยหาความรู้เพิ่มเติม สั่งอย่างไหนก็ได้อย่างนั้น ไม่มีความคิด
ไม่พัฒนาเลยก็มี แต่คงเป็นส่วนน้อยมั้งครับ ส่วนใหญ่ที่เจอมันไม่ได้เป็นอย่างนี้

ผู้ตอบ 2 : คิดเองนะครับไม่ได้อ้างอิงข้อมูลใดๆ ….
ตอบแบบกลางๆเลย ไม่มองเรื่องเด็กมอดังไม่สู้งานแต่จะมองในแง่ของค่าตอบแทน ….. เสียงสะท้อนไม่สู้งานน่าจะมาจากบริษัทขนาดเล็กและกลางๆที่จ่ายค่าตอบแทนไม่สูง ทำให้เด็กที่ เกรดสูง ความสามารถสูงทั้งด้านภาษาและทักษะเฉพาะทาง มีทางเลือกที่จะไปค่อนข้างเยอะ ลาออกไปหาทำงานกับบริษัทใหญ่และให้ค่าจ้างที่สูงกว่า สวัสดิการดีกว่า แม้ว่าจะทำงานลักษณะเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน

PS. แต่ก็ยังแอบสงสัยว่าทำไมบริษัทที่ผมทำอยู่แทบไม่มี เด็กจากกรุงเทพเลย มีแต่จากต่างจังหวัด วันๆทำงานกับเตาหลอมพันกว่าองศาเอง

 

ผู้ตอบ 3 : เห็นด้วยครับ คำว่าไม่สู้งานบางครั้งมันเกิดจากการ mismatch ของงานกับคน

เด็กบางคนก็คิดว่างานบางงานมันไม่ดีพอ เลยลาออกไปหาที่ใหม่เอาง่ายๆ (เพราะที่บ้านมีตังค์ เลยไม่ง้องานเท่าไหร่)
ส่วนเรื่องความสามารถทั้ง hard skill / people skill ที่ผมว่าค่อนข้างมีปัญหาจะเป็นเด็ก KU นะ
เจอพวก logic ประหลาดๆเยอะ EQ ต่ำก็ไม่น้อย
กับเด็ก CU นี่ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องเข้าสังคม เพราะมันจะออกแนว เชิ่ด หยิ่ง ซะเยอะ โดยเฉพาะผู้หญิง

ผู้ตอบ 4 :มันมั่วครับ คิดกันไปเอง

ในมหาลัยดังคนเก่งจริงๆมีเยอะ
แต่ไอพวกเก่งแต่ปาก เก่งแต่ในหนังสือมีเยอะกว่า
ก็ประมาณนี้ครับ ปากบอกต้องทำให้ดีที่สุด งานจะได้ออกมาดี
เดินให้กำลังคนนั้น คนนี้ เค้ามีปัญหามึงยังไม่ช่วยเลย
คุณมึงขยับแค่ปาก จะไปรอดไหมครับ

พ่อของนักเรียนผม (นักเรียน อยู่วิดวะจุฬา)
พ่อเค้าก็จบวิดวะจุฬา พ่อเค้าบอกพนักงานใหม่ เป็นเด็กจุฬา
ให้วางแผนทำได้เนี๊ยบมาก(ก็อบหนังสือมา) พอลงมือจริง ทำอะไรไม่เป็นเลย
เค้ากลัวลูกเค้าเป็นแบบนี้ เลยฝากฝังกับผมซะ เหมือนผมิป็นเซย่าเลย
ประมารว่าคงทำได้ทุกอย่าง

 ผู้ตอบ 5 : บ้านจนแต่ไม่สู้งานก็มีถมไปค่ับ เพราะพ่อแม่เลี้ยงดูแบบตามใจโคตรๆ
ผมเคยเจอแม่เงินเดือนสองหมื่น พ่อเงินเดือน4หมื่น
ลูกอยากเรียนอินเตอร์เดือนละแสน ม.รัฐดังๆเข้าไม่ได้แน่
ม.เอกชนดังๆก็ไม่ยอมเรียน สุดท้ายจะเอาอินเตอร์เทอมละแสน
พ่อแม่จะส่งเรียนไหวยังไงครับ ลูกแม่งโคตรค่านิยม

แล้วก็อันนี้เรื่องจริง เพื่อนผมเรียนอินเตอร์จุฬาเล่าให้ฟัง
วันเกิดเพื่อนซื้อกระเป๋าแบรนด์ให้เป็นของขวัญ ใบละ3หมื่น หารกันสิบคน
เดือนไหนแม่งเกิดสามคน เดือนนั้นค่าของขวัญอย่างต่ำ7พัน
มันบอกกูไม่ออกก็ไม่ได้ เพราะสังคมมันเป็นแบบนี้

ผู้ตอบ 6 : ไม่ด่าเด็ก ม.ดัง อย่างเดียวครับ ด่าหมดที่จบใหม่นะ ถ้ามาจากพวก ราชมงคล ราชภัฏ พวกนี้หนักเอาเบาสู้ ไม่เรื่องมากแต่หายากที่จะมีความรู้แน่นๆ ส่งออกงานสนามพอไหว กินไม่ยากอยู่ไม่ยากนัก แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดว่าไม่แน่นทุกคน เพียงแต่มันน้อยที่จะเจอครับ ส่วนพวกมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ส่วนใหญ่ทฤษฎีแน่นครับ แต่ส่งออกงานสนามจะเป็นจะตายซะให้ได้ เดินดูที่ ออกไปซ่อมบำรุง หรือดูหน้างานประเมินราคา กางร่ม ทาครีมกันแดด ไหวไหมน้อง ข้าวคนงานก็กินไม่ได้ ไม่ยอมทำโอ แต่อยากได้จังไอ้เงินเดือนสูงๆ ชอบงานสบายๆแต่จะเอารายได้เยอะๆ เฮ้ย น้องชีวิตมันไม่สะดวกขนาดนั้นหรอก น้อยรายมากที่จะใช้ชีวิตแบบพวกวิศวกรสนามได้

สมัยนี้มันอะไรนักหนา เปิดตารางไม่เป็น แยกชนิดเหล็กไม่ออก เครื่องคิดเลขใช้ไม่คล่อง เขียนรายงานไม่เป็นภาษามนุษย์ จะเอาไงฟระ

ผู้ตอบ 7 : ผมว่าเรื่องนี้ตัวคนล้วนๆเลยครับ

ส่วนตัว จบ abac ถามว่าทำงานเป็นทางผ่านไหมบอกได้เลยว่าใช่ครับ แต่ผมมั่นใจว่าผมทำเต็มที่และรักบริษัทที่ทำอยู่ครับ (แม้เงินจะน้อยไปหน่อย Y_Y) คิดจะออกไหมบอกเลยว่าคิดแน่นอนอยู่แล้ว เพื่อนๆที่รุ่นเดียวกันทำงานได้เงินเยอะกว่าผม 2เท่า หยุดเยอะกว่า 2เท่า แอบน้อยใจบ้างแต่ผมก็ทำงานที่นี้เต็มที่ครับ ปัจจุบันทำได้ 1ปี3เดือนละ

ฉะนั้นผมว่าไม่เกี่ยวกับ มหาลัยเลยครับในเรื่องไม่สู้งาน อยู่ที่คนมากกว่า

เรื่องนี้มีดราม่าแน่ รออ่านต่อภาค  2 ครับ

 

“เฟซบุ๊ก” ขึ้นแท่นเว็บถูกเสิร์ชมากสุดปี 2011

12 Jan

Facebook.com คือแชมป์ 1 ใน 10 เว็บไซต์ที่ถูกค้นหามากที่สุดในสหรัฐฯ
เฟซบุ๊ก (Facebook) เครือข่ายสังคมรายใหญ่กลายเป็นเว็บไซต์ที่ถูกชาวอเมริกันค้นหาและเข้าชมมากที่สุดประจำปี 2011 ทุบสถิติเป็นแชมป์ต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

บริษัทวิจัย Experian Hitwise โชว์ผลสำรวจพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ของชาวอเมริกันประจำปี 2011 พบว่าลิงก์เว็บไซต์ของเฟซบุ๊กนั้นสามารถครอง 4 อันดับจาก 10 อันดับเว็บไซต์ที่ถูกชาวอเมริกันค้นหาและเข้าชมมากที่สุด โดย ‘facebook’, ‘facebook login’, ‘facebook.com’ และ ‘www.facebook.com’ คือคำที่ถูกค้นหามากที่สุดเป็นอันดับ 1, 3, 5 และ 8 ตามลำดับ ทั้งหมดนี้ทำให้คำว่าเฟซบุ๊กคิดเป็นสัดส่วนกว่า 3.1% ของการค้นหาข้อมูลออนไลน์รวมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ

สัดส่วนการค้นหาเว็บไซต์เฟซบุ๊ก 3.1% ของยอดการค้นหารวม คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบกับสถิติปี 2010 ที่ผ่านมา โดยตลอดช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายนปี 2011 เฟซบุ๊กถือเป็นเว็บไซต์ที่ถูกเปิดใช้งานมากที่สุดในสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนการใช้งานถึง 10.29%

นอกจากเฟซบุ๊ก เว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ยอดฮิตอย่างยูทูบ (YouTube) คือเว็บไซต์ที่ถูกค้นหาอันดับ 2 ขณะที่เครกส์ลิสต์ (Craigslist) ครองอันดับ 4 และยาฮู (Yahoo) อันดับ 6 ซึ่งคำว่า Yahoo.com สามารถครองอันดับ 10 ด้วย

นอกนี้ยังมีเว็บไซต์อีเบย์ (eBay) ที่ครองอันดับ 7 และแม็ปเควส (Mapquest) ที่ครองอันดับ 9

ต่อไปนี้คือ 10 เว็บไซต์ที่ถูกค้นหามากที่สุดของ Experian Hitwise

1. Facebook
2. YouTube
3. Facebook Login
4. Craigslist
5. Facebook.com
6. Yahoo
7. eBay
8. www.facebook.com
9. Mapquest
10. Yahoo.com

 

10 วิธีแก้หนาวแบบง่ายๆ

09 Dec

วันนี้มีวิธีแก้หนาวมาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ เป็น 10 วิธีแก้หนาวแบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ แถมยังสะดวกสะบายหายหนาวในทันที รับประกันดได้เลยค่ะว่าหายหนาวอย่างแน่นอน

 

1.ดื่มน้ำร้อน100องศาขึ้นไปทุกๆ5นาที

2.เล่นกีฬากล้างแจ้ง เช่น วิ่งราวชิงทรัพย์

3.สวมเสื้อผ้าทับไปมาจนครบ99ชั้น

4.ห่มผ้าห่มซัก50ผืน

5.จุดไฟเผาตัวเองเป็นเวลา1ชั่วโมง

6.อาบน้ำมันเดือดๆจนผิวหนังกรอบ

7.ขุดดินให้เป็นรูแล้วลากไก่ต้มสุกลงไปกิน

8.กินเหล็กร้อนๆเป็นอาหาร

9.ฟังเพลงร้อนๆร็อคๆแล้วโยกไปโยกมา

10.นอนกลางถนนที่เป็นพื้นยางมะตอยตอนกลางวันแสกๆ

เป็นวิธีง่ายๆ ที่เพื่อนๆ ทุกคนสามารถทำกันได้ อย่างลืมที่จะดูแลสุขภาพของตัวคุณเองกันน่ะค่ะ

 

 

 

 

 

ตากอุณหภูมิลด เด็กดอยขาดเครื่องกันหนาว

22 Nov
   
   จังหวัดตากมีอัณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติหนาว
เด็ก ๆ ต้องออกกำลังการคลายหนาวกลางแดด
พ่อเมืองบอกความต้องการเครื่องห่มกันหนาว เพราะปีนี้คลาดแคลนกว่า 1 แสนชุด
   เมื่อวันที่ 22 พ.ย ที่ จ.ตาก อุณหภูมิในหลายพื้นที่ ลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะพื่นที่ดอยสูง มีอุณหภูมิลดลงเหลือต่ำกว่า 15 องศาฯ
เด็กนักเรียนบ้านมูเซอ โรงเรียนบ้านห้วยปลาหลด และโรงเรียนบ้านส้มป่อย ต.แม้ท้อ อ.เมือง จ.ตาก
ขณะนี้กำลังขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ซึ่งเด็ก ๆ ต้องเดินฝ่าลมหนาวไปโรงเรียน
โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นชาวเขา มีฐานะยากจน ทำให้ทางโรงเรียนต้องปล่อยให้เด็กอยู่นอกห้องเรียน
เพื่อทำกิจกรรมเล่นกีฬาเพื่อคลายหนาว จนสายจึงเข้าห้องเรียน
เด็กหลายคนบอกว่า อยากได้เสื้อกันหนาวมากที่สุด
   สถานการณ์หนาวในพื้นที่ จ.ตาก ยังไม่รุนแรงถึงแม้จะมีอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง
อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส บริเวณ อ.อุ้มผาง และดอยมูเซอ
แต่ยังไม่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัตหนาว ต้องมีอุณหภูมิลดต่ำที่ 15 องศา เป็นเวลาติดต่อกัน 3 วัน
จากการสำรวจปริมาณความต้องการเครื่องห่มกันหนาวปีนี้ ขาดแคลนกว่า แสนชุด
   ที่ผ่านมามีภาคเอกชน โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน)
ได้มอบเครื่องห่มกันหนาวให้กับประชาชนใน จ.ตาก แล้วกว่า 1.2 หมื่นผืน
ตามโครงการ ไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว 12 ปี บนเส้นทางแห่งการแบ่งปันไออุ่น
พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือ 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.อุ้มผาง อ.แม่สอด อ.แม่ระมาด อ.พบพระ
และ อ.ท่าสองยาง เนื่องจากเป็นพื้นที่บนยอดดอย สำหรับคาดการณ์อากาศหนาวในปีนี้
น่าจะหนาวเย็นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เพราะตอนนี้ เริ่มมีสัญญาณมาแล้วทั้งหมอกในตอนเช้าและกลางคืนหนามาก
รวมถึงอุณหภูมิบนยอดดอยเฉลี่ย 13-14 องศา
 

3 วิธีป้องกันปัญหาน้ำท่วม (ในโครงการพระราชดำริ)

22 Nov

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปริวิตกห่วงใยในปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่เสมอมา ทรงวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและทรงคำนึงถึงการ เลือกใช้วิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่และสมรรถนะของกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ ตลอดจนงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

โดยวิธีการต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมคือ

 

1. การก่อสร้างคันกั้นน้ำ

เพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นวิธีการดั้งเดิมแต่ครั้งโบราณโดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำ

ขนาดที่เหมาะสมขนานไปตามลำน้ำห่างจากขอบตลิ่งพอสมควรเพื่อป้องกันมิให้น้ำล้น

ตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่างๆ ด้านใน เช่น คันกั้นน้ำโครงการมูโนะและโครงการปิเหล็ง

อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

 

2. การก่อสร้างทางผันน้ำ

เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมท้นให้ออกไป โดยการก่อสร้างทางผันน้ำหรือ ขุดคลองสายใหม่เชื่อมต่อกับลำน้ำที่มีปัญหาน้ำท่วมให้น้ำไหลไปตามทางผันน้ำที่ขุดขึ้น ใหม่ไปลงลำน้ำสายอื่น หรือระบายออกสู่ทะเลตาม ความเหมาะสม

 

3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ

เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลักสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวกหรือช่วยให้กระแสน้ำไหล

เร็วยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการขุดลอกลำน้ำตื้นเขินให้น้ำไหลสะดวกขึ้น,ตกแต่งดินตามลาดตลิ่ง ให้เรียบ,กำจัดวัชพืช ผักตบชวา และรื้อทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล, หากลำน้ำคดโค้ง มากให้หาแนวทางขุดคลองใหม่เป็นลำน้ำสายตรง, การก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ

 

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามพระราชดำริแก้มลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริให้มีระบบการบริหารจัดการ

ด้านน้ำท่วม ในวิธีการที่ตรัสว่า แก้มลิง ซึ่งได้พระราชทานพระราชอรรถาธิบายว่า

 

“…ลิง โดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวแล้วเอาไปเก็บไว้

ที่แก้ม ลิงจะเอากล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุ้งแก้มได้เกือบทั้งหวี โดยเอาไปไว้ที่แก้มก่อน แล้วจึงนำมาเคี้ยวบริโภคและกลืนกินเข้าไปภายหลัง…”

 

 
 
GCLUB คาสิโนออนไลน์ แทงบอลออนไลน์